ภาษาไทย | English

หมวดหนังสือ -> เอกสารสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง -> การสกัดน้ำมันจากเมล็ดงาขี้ม้อนด้วยเทคนิคอัลตราโซนิกช่วยสกัดและเทคนิคเอนไซม์เพื่อเป็นอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ

คะแนนหนังสือ :
ให้คะแนน  

อ่านหนังสือ  ยืมหนังสือ
 

Title
การสกัดน้ำมันจากเมล็ดงาขี้ม้อนด้วยเทคนิคอัลตราโซนิกช่วยสกัดและเทคนิคเอนไซม์เพื่อเป็นอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ
Title.Alternative
Extraction of perilla seed oil using ultrasonic-assisted and aqueous enzymatic for elderly supplement
Creator
ปรียาภรณ์ ทวีรักษ์
Creator.Orgname
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
Subject
งาขี้ม้อน (พืช)
Subject
เอนไซม์
Subject
เซลลูโลส
Subject
วิทยาศาสตร์การอาหาร--วิทยานิพนธ์
Subject
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร--วิทยานิพนธ์
Subject
สารสกัดจากพืช--การใช้ประโยชน์
Description.Abstract
บทคัดย่อ: วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสกัดน้ำมันจากเมล็ดงาขี้ม้อนด้วยเทคนิคการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราโซนิกช่วยสกัดและการใช้น้ำร่วมกับเอนไซม์ช่วยสกัด ผลผลิตที่สกัดได้จากทั้งสองวิธีจะถูกนำไปวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี ปริมาณสารพอลีฟีนอลทั้งหมดและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของน้ามันงาขี้ม้อน การสกัดโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงศึกษา 2 ปัจจัย คือ เวลาในการสกัด 1, 3, 5, 10 และ 15 นาที และ สัดส่วนของเมล็ดงาขี้ม้อนต่อสารละลายเฮกเซน 1:3, 1:5 และ 1:7 โดยน้ำหนัก พบว่าสภาวะที่เหมาะสมที่ได้ปริมาณผลผลิตน้ำมันโดยใช้ทรัพยากรและพลังงานคุ้มค่าที่สุด คือ เวลาในการสกัด 1 นาที และ สัดส่วนของเมล็ดงาขี้ม้อนต่อสารละลายเฮกเซน 1:3 ได้ผลผลิตน้ำมันร้อยละ 36.66 การสกัดโดยใช้น้ำร่วมกับเอนไซม์ช่วยสกัดศึกษา 2 ปัจจัย คือ ชนิดของเอนไซม์ ได้แก่ เซลลูเลส (cellulase) และ วิสโคไซม์ (viscozyme L) และ ความเข้มข้นของสารละลายเอนไซม์ ร้อยละ 1, 2, 3 และ 4 พบว่าผลผลิตน้ำมันที่ได้จากเอนไซม์ทั้งสองชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อความเข้มข้นของเอนไซม์เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของปริมาณผลผลิตที่ได้จากเอนไซม์ทั้งสองชนิดที่ความเข้มข้นเดียวกันโดยใช้ T-test พบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติระหว่างเอนไซม์ทั้งสองชนิดดังนั้นสกัดน้ำมันด้วยวิธีนี้จึงใช้ความเข้มของเอนไซม์ร้อยละ 1 และใช้เอนไซม์เซลลูเลสในการสกัด เนื่องจากเอนไซม์เซลลูเลสมีราคาถูกกว่าเอนไซม์วิสโคไซม์ ภายใต้สภาวะนี้จะได้ผลผลิตน้ำมันร้อยละ 19.77 น้ำมันงาขี้ม้อนที่สกัดได้มีองค์ประกอบของกรดไขมันชนิดลิโนเลนิก (omega-3) ลิโนเลอิก (omega-6) และโอเลอิก (omega-9) ร้อยละ 58.6, 19.10 และ 11.30 ตามลำดับ การวิเคราะห์ค่าความเป็นกรด (AV) ค่าเพอร์ออกไซด์ (PV) และค่าความคงตัวของน้ำมันงาขี้ม้อน พบว่าวิธีการสกัดโดยใช้เอนไซม์มีค่าความเป็นกรดและค่าเพอร์ออกไซด์สูงกว่าวิธีการสกัดโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) เนื่องจากวิธีการสกัดโดยใช้เอนไซม์ช่วยสกัดมีน้ำเป็นสารละลาย จึงทำให้เกิดปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส ค่าความเป็นกรดและค่าเพอร์ออกไซด์สูงกว่าการสกัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ค่าความคงตัวของน้ำมันแสดงให้เห็นว่า การสกัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงมีค่าความคงตัว 0.28 ชั่วโมง มากกว่าการสกัดด้วยเอนไซม์ช่วยสกัดที่มีค่าความคงตัว 0.25 ชั่วโมง ซึ่งค่าความคงตัวแตกต่างกันเล็กน้อยเนื่องมาจากอุณหภูมิและเวลาที่ใช้ในการสกัดทั้งสองวิธีไม่เท่ากัน ในการวิเคราะห์สารประกอบโพลีฟีนอลทั้งหมดและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS ของน้ำมันงาขี้ม้อนที่ได้จากการสกัดทั้งสองวิธีพบว่าน้ำมันที่ได้จากการสกัดโดยใช้น้ำร่วมกับเอนไซม์ช่วยสกัดมีปริมาณสารโพลีฟีนอลและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิธีการสกัดโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) เนื่องจากการสกัดโดยใช้เอนไซม์ทำให้สารสำคัญต่างๆ ที่มีอยู่ในเมล็ดงาขี้ม้อนซึ่งมีส่วนสำคัญในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระถูกปลดปล่อยออกมาได้มากกว่าการสกัดโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง น้ำมันงาขี้ม้อนที่สกัดได้จากวิธีการสกัดโดยใช้น้ำร่วมกับเอนไซม์ช่วยสกัดถูกนาไปแต่งกลิ่นสตรอเบอร์รี่ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.5 และทดสอบชิมกับผู้บริโภคที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปจำนวน 30 คน พบว่าคะแนนความชอบในด้านกลิ่นของน้ำมันที่ถูกแต่งกลิ่นสตรอเบอร์รี่สูงกว่าน้ำมันที่ไม่ถูกแต่งกลิ่นอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) และหากผู้บริโภคเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์น้ำมันงาขี้ม้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง พบว่าผู้บริโภคจำนวน 19 คนจาก 30 คนเลือกรับประทานน้ำมันงาขี้ม้อนที่แต่งกลิ่นสตรอเบอร์รี่
Publisher
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. สำนักหอสมุดกลาง
Publisher.Place
กรุงเทพมหานคร
Publisher.Email
library@kmitl.ac.th
Contributor
พอใจ ถามากร
Contributor.Role
อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
Contributor.Email
porjai.th@kmitl.ac.th
Date.Created
2561
Date.Issued
2562-01-11
Date.Modified
2562-01-11
Type
วิทยานิพนธ์/KMITL E-Thesis
Format
application/pdf
Identifier.KMITL CODE
KMITL-2018-AI-M-053-309
Source.CallNumber
EThesis
Language
tha
Coverage.Spatial
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. สำนักหอสมุดกลาง
Rights
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
Thesis
วิทยานิพนธ์ (วท. ม. (วิทยาศาสตร์การอาหาร)) -- สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, 2561
Thesis.DegreeName
วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิทยาศาสตร์การอาหาร)
Thesis.Level
ปริญญาโท
Thesis.Faculty
คณะอุตสาหกรรมเกษตร
Thesis.Descipline
วิทยาศาสตร์การอาหาร
Thesis.Grantor
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง


แสดงความเห็น
หัวข้อ
รายละเอียด
 
 
 
     แสดงความเห็น

3.90.108.129